สำหรับนักลงทุนที่ชอบการเก็งกำไร และคาดหวังผลตอบแทนแบบเยอะๆ การลงทุนถือหุ้นที่เราวิเคราะห์มาอย่างดี ซื้อแล้วถือแบบยาวๆ รอให้บริษัทแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งทีเดียว แต่ถ้าหากเราอยากจะลงทุนในหุ้นดีที่น่าซื้อลงทุนแล้วถือยาวๆ ควรจะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นอย่างไรบ้างนั้น วันนี้พี่โบ้ จะมาสรุปให้เพื่อนๆ ดูกันเป็นข้อๆ ไปเลย

คุณสมบัติของหุ้นดีที่น่าซื้อ

1. หุ้นที่อยู่ในธุรกิจที่ดี
ต้องเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดที่มีโอกาสเติบโตได้สูง แน่นอนว่าเมื่ออยู่ในตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง หุ้นของบริษัทนั้นๆ ก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้สูงด้วย และท้ายที่สุดเมื่อทำกำไรได้สูงกำไรส่วนนั้นก็จะตกมาถึงผู้ถือหุ้น สร้างความมั่งคั่งแก่ผู้ลงทุนอย่างเราด้วยนั่นเอง

2. หุ้นที่มีกำไรต่อเนื่อง
บริษัทต้องมีกำไรอย่างสม่ำเสมอ และถ้าอยู่ในแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยก็จะดีมากๆ เลย และควรเข้าไปตรวจสอบดูด้วยว่า ส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการดำเนินธุรกิจจริงๆ หรือไม่ ไม่ใช่มาจากกำไรพิเศษที่เพิ่มเข้ามาเพียงชั่วคราวเท่านั้น

3. มีฐานะทางการเงินมั่นคง
การที่บริษัทมีการเงินที่มั่นคง มีหนี้สินไม่สูงจนเกินไป ก็ถือเป็นหลักประกันได้ว่า บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างยาวนาน ไม่ล้มตัวลงง่ายๆ เพราะโลกธุรกิจจริงๆ ธุรกิจส่วนใหญ่มักจะโตได้ด้วยการตลาด แต่จะมักจะพ่ายให้กับปัญหาสภาพคล่องทางการเงินเช่นกัน

4. มีผู้บริหารที่ดี
การเลือกบริษัทที่ไม่ว่าจะนำใครมาบริหารต่อ และก็ยังที่จะสามารถดำเนินการกิจการได้ต่อเนื่องเป็นอย่างดี แน่นอนว่าถ้าเก่งด้วยก็จะดีมาก แต่เน้นว่าต้องเป็นคนดีไว้ก่อน ส่วนนี้ก็ถือว่าสำคัญมากสำหรับนักลงทุนที่ต้องถือหุ้นยาวๆ เพราะการมีศัตรูภายนอกไม่น่ากลัวเท่ากับการมีไส้ศึกภายใน หรือผู้บริหารที่เอาเปรียบหรือโกงผู้ถือหุ้น ที่พร้อมจะทำร้ายเราได้ตลอดเวลา และจะส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการที่แย่ลง

5. ได้มาในราคาที่เหมาะสม
ไม่ว่าหุ้นที่เพื่อนๆได้มา จะดีเด่นแค่ไหน แต่ซื้อมาได้ในราคาที่สูง แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเราเจอหุ้นดีแต่ราคาสูงไปก็ให้เก็บไว้ในลิสติดตามไว้ก่อน จนกว่าซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของกิจการ หรือในราคาที่เหมาะสม

--

--

แพลตฟอร์มจัดการสินทรัพย์แบบ cross-chain อย่าง “DeFiYield” ได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกง การ hack และการแสวงหาผลประโยชน์บนแพลตฟอร์ม Defi ตามประกาศเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา

ทางทีมงานของ Defi ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการ rug pulls, การใช้ช่องโหว่ของระบบ, การ hack โครงการที่น่าสงสัย และรวมถึงการฉ้อโกง พบว่าความสูญเสียทั้งนั้นมีมูลค่ามหาศาลถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ จากแพลตฟอร์ม Defi ทั้งหมด 2,516 โครงการ ย้อนไปตั้งแต่ปี 2016

นอกจากนี้ข้อมูลยังพบว่า ความเสียหายส่วนใหญ่นั้นมาจากการ hack การโจมตีด้วยวิธี flash loan และการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจากปัญหาทางด้านเทคนิคของแพลตฟอร์ม Defi

DeFiYield ตั้งข้อสังเกตุว่า การเติบโตเพิ่มขึ้นของการหลอกลวงโปรเจค Defi นี้ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในช่วงที่กระแส Defi ที่เริ่มบูมและแพลตฟอร์มเกี่ยวกับเมนูอาหารก็เริ่มที่จะเปิดตัวกันเยอะมากขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปี 2017

โดยช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ การแฮ็กแพลตฟอร์ม Poly Network ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดความเสียหายมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ แต่เรื่องราวนี้จบลงด้วยดี และทางแฮ็กเกอร์ก็ได้คืนเงินทั้งหมดให้กับทางแพลตฟอร์มในภายหลัง

แม้แพลตฟอร์ม Defi ส่วนใหญ่จะได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาลในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้มูลค่ารวมที่ถูกล็อกไว้ในโปรโตคอล DeFi ต่าง ๆ (TVL) ลดลงแต่อย่างใด แต่กลับยังคงเห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมโดยข้อมูลของ DappRadar ชี้ให้เห็นว่ายอดรวมดังกล่าวปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 121,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 450% นับตั้งแต่ต้นปี

โปรโตคอลอันดับต้น ๆ นั้นนำมาด้วย Uniswap ด้วย TVL ทั้งหมด 1.53 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนอันดับ 2 ก็คือ ผู้ให้บริการสินเชื่อเงินกู้ Aave ด้วย TVL ทั้งหมด 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ และ Curve Finance อยู่ในอันดับ 3 ด้วย TVL ทั้งหมด 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

--

--

การซื้อหุ้นแนว VI หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า MOS (Margin Of Safety) กันมาบ้างเเล้ว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนเเบบเน้นคุณค่าให้ความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นวอร์เรน บัฟเฟต หรือเบนจามิน เกรเเฮม นักลงทุนของโลกเเละบิดาเเห่นการลงทุนเเบบเน้นคุณค่า ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับความหมายของมันกันก่อนครับ Margin of Safety (MOS) หรือ ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย คือ ส่วนลดของราคาที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้น เมื่อเทียบจากมูลค่าพื้นฐานที่ประเมินได้ เช่น นักลงทุนประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้น XYZ ได้ที่ 100 บาท เเต่นักลงทุนเฝ้ารอจนราคาหุ้นอยู่ที่ 70 บาท กรณีนี้คือนักลงทุนมี MOS ในการลงทุนครั้งนี้เท่ากับ 30%

Margin of Safety (MOS) คืออะไร?
Margin of Safety (MOS) คืออะไร?

การซื้อหุ้นแนว VI หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า MOS (Margin Of Safety) กันมาบ้างเเล้ว เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนเเบบเน้นคุณค่าให้ความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นวอร์เรน บัฟเฟต หรือเบนจามิน เกรเเฮม นักลงทุนของโลกเเละบิดาเเห่นการลงทุนเเบบเน้นคุณค่า

  • ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับความหมายของมันกันก่อนครับ

Margin of Safety (MOS) หรือ ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย คือ ส่วนลดของราคาที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้น เมื่อเทียบจากมูลค่าพื้นฐานที่ประเมินได้ เช่น นักลงทุนประเมินมูลค่าพื้นฐานหุ้น XYZ ได้ที่ 100 บาท เเต่นักลงทุนเฝ้ารอจนราคาหุ้นอยู่ที่ 70 บาท กรณีนี้คือนักลงทุนมี MOS ในการลงทุนครั้งนี้เท่ากับ 30%

--

--

สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ ก่อนการตัดสินใจของธนาคารกลางยุโรป(ECB) นอกจากนี้ ด้วยความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโควิดต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์อีกด้วย

เมื่อเวลา 9.54 น. ดัชนีดอลลาร์ (DXY) เพิ่มขึ้น 0.02% เป็น 92.668 ค่าเงินเยน (JPY) ลดลง 0.08% เป็น 110.14 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินออสเตรเลีย (AUD) ลดลง 0.07% เป็น 0.7359 และ ค่าเงินนิวซีแลนด์ (NZD) ลดลง 0.03% เป็น 0.7092 นิวซีแลนด์ดอลลาร์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินหยวน (CNY) ลดลง 0.01% มาที่ 6.4604 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อมูลเงินเฟ้อของจีนที่เผยแพร่เมื่อต้นวันกล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน และ 0.8% เมื่อเทียบปีต่อปี ในเดือนสิงหาคม ดัชนีราคาผู้ผลิต ขยายตัว 9.5% เมื่อเทียบปีต่อปี

ค่าเงินปอนด์ (GBP) ขยับขึ้น 0.02% เป็น 1.3771 ปอนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินบาท (THB) ซื้อขายอยู่ที่ 32.72 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ความเห็นของนาย John Williams ประธาน FED แห่งนิวยอร์ก ที่กล่าวว่าจำเป็นต้องมีความคืบหน้าขึ้นในตลาดแรงงานก่อนที่ FED จะเริ่มลดสินทรัพย์ลง ทำให้ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ได้มีการคาดการณ์ว่า FED จะไม่ประกาศการปรับลดสินทรัพย์ในเร็ว ๆ นี้ หลังจากรายงานการจ้างงานในสหรัฐอ่อนแอเกินคาดในช่วงสัปดาห์ก่อน

ในขณะเดียวกันทาง ECB มีแนวโน้มที่จะเริ่มลดสินทรัพย์ลงในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งอาจลดระดับโครงการจัดซื้อสินทรัพย์ฉุกเฉิน (PEPP) ในระดับต่ำสุดที่ 60 พันล้านยูโร (75.96 พันล้านดอลลาร์) ต่อเดือน จาก 80 พันล้านยูโรในปัจจุบัน ก่อนที่จะลดลงอีกในช่วงต้นปี 2022 และโครงการจะหมดอายุในเดือนมีนาคม 2022

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางคนคาดว่า ECB จะยังคงให้การสนับสนุนทางการเงินต่อไปอีกเป็นเวลานาน แม้ว่าโครงการ PEPP จะสิ้นสุดลง

ไดสุเกะ อูโนะ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของธนาคาร Sumitomo Mitsui (NYSE:SMFG) กล่าวกับรอยเตอร์ “หากคณะกรรมการ ECB หารือเกี่ยวกับการลดการซื้อพันธบัตรภายใต้โครงการ PEPP จะต้องทำให้ตลาดแน่ใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามโครงการซื้อสินทรัพย์แบบเดิมต่อไป ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายแบบมีข้อแม้ และเงินยูโรก็อาจจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในท้ายที่สุด”

ค่าเงินยูโร (EUR) ร่วงลงสู่ระดับ 1.1819 ดอลลาร์ ต่อเนื่องจากระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ 1.1909 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน

ธนาคารกลางแคนาดา คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% หลังจากได้ตัดสินใจด้านนโยบายในวันพุธ

--

--

สืบเนื่องมาจากหุ้นเทคโนโลยีของจีนมีเเนวโน้มลดฮวบถึง 30% ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลในตลาดหุ้นจีนเป็นอย่างมาก เเละถึงเเม้ว่าจะมีแรงเทขายหุ้นจีนกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ก็ไม่อาจดึงดูดให้นักลงทุนกลับเข้ามาในตลาดหุ้นจีนได้ อีกทั้งนักวิเคราะห์การลงทุนหลายคนมองว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นจีนจะยังไม่สิ้นสุดเร็วๆ นี้ ในขณะนี้ตลาดหุ้นจีนกำลังเผชิญความผันผวนสูง หลังภาครัฐออกมาจัดระเบียบในหลายอุตสาหกรรม โดยราคาของหุ้นจีนที่ปรับตัวลงอย่างรุนเเรง นักลงทุนจึงเเนะนำว่าหากอยากลงทุนในหุ้นจีนตอนนี้ ควรลงทุนในกองทุนมากกว่าหุ้นรายตัว เพราะเป็นกระจายความเสี่ยง เเละถึงหุ้นจึนจะมีราคาลดลงอีก เเต่คงไม่ได้เจ็บหนักไปทุกตัว เราไปดูกันดีกว่าครับว่ามีกองทุนใดน่าสนใจบ้างในปีนี้

หุ้นเทคโนโลยีจีนปรับตัวลงเเรง เเนะนำให้ลงทุนในกองทุนมากกว่าหุ้นรายตัว
หุ้นเทคโนโลยีจีนปรับตัวลงเเรง เเนะนำให้ลงทุนในกองทุนมากกว่าหุ้นรายตัว

สืบเนื่องมาจากหุ้นเทคโนโลยีของจีนมีเเนวโน้มลดฮวบถึง 30% ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลในตลาดหุ้นจีนเป็นอย่างมาก เเละถึงเเม้ว่าจะมีแรงเทขายหุ้นจีนกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ก็ไม่อาจดึงดูดให้นักลงทุนกลับเข้ามาในตลาดหุ้นจีนได้ อีกทั้งนักวิเคราะห์การลงทุนหลายคนมองว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นจีนจะยังไม่สิ้นสุดเร็วๆ นี้

ในขณะนี้ตลาดหุ้นจีนกำลังเผชิญความผันผวนสูง หลังภาครัฐออกมาจัดระเบียบในหลายอุตสาหกรรม โดยราคาของหุ้นจีนที่ปรับตัวลงอย่างรุนเเรง นักลงทุนจึงเเนะนำว่าหากอยากลงทุนในหุ้นจีนตอนนี้ ควรลงทุนในกองทุนมากกว่าหุ้นรายตัว เพราะเป็นกระจายความเสี่ยง เเละถึงหุ้นจึนจะมีราคาลดลงอีก เเต่คงไม่ได้เจ็บหนักไปทุกตัว เราไปดูกันดีกว่าครับว่ามีกองทุนใดน่าสนใจบ้างในปีนี้

  • กองทุน JPMorgan

กองทุนระดับโลกที่ติดอันดับ 5 ของ Morningstar มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและมีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล กองทุนจีนกองนี้จะเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Consumer, IT และ Communication ที่ถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากจำนวนประชากรที่มากของจีน ลักษณะของกองทุนนั้นเหมาะสำหรับการถือในระยะยาวเป็นหลัก

  • กองทุน United Greater China

ซึ่งเป็นกองทุนที่ได้ผ่านการรับรองจาก Morningstar อีกทั้งยังสามารถสร้างผลงานอันเป็นที่น่าพึงพอใจมาโดยตลอดเพราะสามารถเอาชนะค่า Benchmark ของตลาดได้ เลือกลงทุนครอบคลุมทุกตลาดตั้งแต่จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า รวมไปถึงสิงคโปร์ กระจายการลงทุนไปทุกอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอยู่เรื่อยๆ

  • กองทุน Allianz China A-Shares

โดยเลือกลงทุนผ่านกองทุน Allianz China A-Shares มีกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตอย่าง Healthcare และ Consumer ทำให้มีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีของตลาด

  • กองทุน BGF China

กองทุนนี้คือไม่เพียงแต่ลงทุนในตลาดจีนเท่านั้นแต่ยังเลือกลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจร่วมไปด้วย จีงเป็นเสมือนกับการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้คุ้มค่าตั้งแต่ต้นสายไปยังปลายสาย

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงตัวอย่างกองทุนที่ได้รับความสนใจมากระดับหนึ่งของกองทุนจีน เเต่หากเพื่อนๆ คนไหนยังอย่างท้าทายที่จะลงทุนเเบบหุ้นรายตัวอยู่ พี่โบ้ว่า ในระยะสั้นตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มผันผวนจากความกังวลเรื่องการจัดระเบียบของรัฐบาล ดังนั้นนักลงทุนหลายคนจึงเชื่อว่า ในระยะยาวบริษัทที่มีคุณภาพสูงจะมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เราจึงควรลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพสูง หรือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปแล้ว จะมีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง หรือเน้นไปที่การลงทุนเเบบ VI ครับ

--

--

ราคาของ Cardano (ADA) นั้นได้ทำราคาอยู่เหนือระดับ $3 เป็นครั้งแรกในปีนี้ และทำสถิติสูงสุดใหม่อยู่ที่ระดับ $3.10 ท่ามกลางความคาดหวังใน Alonzo Hard fork ของนักลงทุนที่กำลังมาถึงในอีก 2 วันที่จะถึงนี้

เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาราคาของ ADA ได้พุ่งทำจุดสูงสุดระหว่างวันแตะระดับ $3 อย่างรุนแรง ก่อนที่จะค่อย ๆ ร่วงลดลงภายหลังจากนั้น อันเป็นผลมาจากการร่วงลงทั้งแผงในตลาดคริปโตที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

นักลงทุนต่างรู้สึกตื่นเต้นกันเป็นอย่างมากสำหรับช่วงขาขึ้นของเหรียญ ADA ในช่วงที่ผ่านมา โดยพวกเขาได้ใช้ Twitter เพื่อแสดงมุมมองในเชิงบวกต่อราคาของ ADA ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยมีนักลงทุนรายหนึ่งได้กล่าวบนทวีตว่า “ADA ได้พุ่งทะลุ 3 ดอลลาร์แล้ว! Market Cap ใกล้ถึงระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์แล้ว! สัญญา Smart contract กำลังอยู่ในช่วงระหว่างดำเนินการ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดสอบ Cardano testnet ขอแสดงความยินดีกับนักลงทุนทุกท่าน ขอให้สนุกไปกับการเดินทาง”

ในขณะเดียวกันหน้า Twitter หลักของ Cardano ก็ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สนใจแก่สมาชิกภายในชุมชน โดยประกาศว่า Plutus smart contract ได้รับการสนับสนุนบนเครือข่ายอย่างเป็นทางการแล้ว

“ในวันนี้ (20:20 UTC) Cardano Testnet ได้รองรับสัญญา Smart contract ของ Plutus อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการทดสอบขั้นตอนสุดท้ายและการรวมระบบ สำหรับขั้นตอนถัดไป SPO จะทำการอัปเกรดโหนดบนเครือข่ายหลักของตน จากนั้นการอัปเกรด mainnet ก็จะเปิดใช้งานในวันที่ 12 กันยายน”

การวิเคราะห์ทางเทคนิค

ในกรอบเวลา 4h ราคาของ ADA นั้นยังอยู่ในช่วง Sideway ในช่วงราคา 2.4–2.6 ดอลลาร์ โดยได้ฟื้นตัวจากการร่วงลงของทั้งแผลตลาดคริปโตในวันอังคารที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าวันนี้ ADA ได้ขึ้นไปทดสอบแนวต้านแรกที่ $2.585265 แล้ว ถ้าหากสามารถยืนเหนือแนวต้านระดับ $2.585265 ได้ ก็จะมีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่สองที่ $2.625169 ต่อไปได้ ในทางกลับกัน ถ้า ADA ไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านแรกได้ ก็อาจจะมีโอกาสลงมาทดสอบแนวรับแรกที่ $2.486447 และถ้าหากไม่สามารถดีดตัวกลับขึ้นมาได้ ก็มีโอกาสที่จะลงไปทดสอบแนวรับที่สองที่ $2.390790 ต่อไป

Resistance : 2.585265 / 2.625169 / 2.743359

Support : 2.486447 / 2.390790 / 2.255166

--

--

Tradeเด้อ

Tradeเด้อ

รอบรู้เรื่องลงทุนกับ Tradeเด้อ